สร้างสุขในการทำงานด้วยภาษารัก

คำพูดชื่นชมให้กำลังใจ (Word of Affirmation) เป็นภาษารักที่ใช้คำพูดในแง่บวก เพื่อบ่งบอกความรู้สึกดีๆ เช่น พูดหนุนใจ พูดชื่นชมความสำเร็จ พูดให้กำลังใจ พูดด้วยปราณี หรือการพูดคำว่า “รัก” เป็นต้น คนที่ถนัดภาษานี้มักพูดชมเชยคนอื่นได้ง่าย และมักจะต้องการให้คนอื่นชื่นชมตนเองด้วยเช่นกันการปรับใช้ในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า ลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงาน เมื่อได้รับคำชมเชย พวกเขาจะรู้สึกซาบซึ้ง และรับรู้ได้ว่าคนในองค์กรมองเห็นคุณค่าของเขา เป็นการเพิ่มความสุขในการทำงานมากขึ้นการให้เวลาที่มีค่า (Quality Time) เป็นภาษารักที่ให้ความสำคัญกับการใช้เวลาร่วมกัน ไม่ต้องการเวลามาก แต่เป็นช่วงเวลาที่มีคุณภาพและมีค่าจริงๆ เช่น การได้อยู่ใกล้ชิดกัน เน้นทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้กันและกัน ใส่ใจความคิด ความรู้สึกการปรับใช้ในองค์กร หัวหน้าอาจแวะมาถามไถ่ลูกน้องว่าเป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกอย่างไรกับงานนี้ ต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง เพียงเท่านี้ ลูกน้องจะรู้สึกซาบซึ้ง และรู้สึกมีพลัง ตั้งใจทำงานต่อไปการให้ของขวัญ (Gifts) เป็นภาษารักของหลายๆคน การให้ของขวัญในวันสำคัญ ของฝากเล็กๆน้อยๆจากการไปเที่ยว การทำหรือซื้อขนมที่ชอบให้ หรือแม้แต่คำอวยพรสั้นๆ หรือโปสการ์ดสักใบ เพียงเท่านี้ก็ทำให้คนที่มีภาษารักเป็นของขวัญมีความรู้สึกที่ดี เพราะพวกเขามักสนใจความตั้งใจของผู้ให้มากกว่ามูลค่าของของชิ้นนั้นๆ การปรับใช้ในองค์กร แม้จะได้รับของขวัญชิ้นเล็กๆ ก็ตาม แต่ผู้ที่มีภาษารักกลุ่มนี้ จะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า เป็นคนพิเศษ ทำให้มีกำลังใจในการทำงาน เพราะรู้สึกว่าได้รับการเอาใจใส่ดูแลการบริการดูแล (Acts of […]

คุณรู้จักตนเองดีแค่ไหน?

การมีความรู้ ความเข้าใจในตนเองจะช่วยเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเองได้มากขึ้น เนื่องจากเราเข้าใจจุดแข็ง-ข้อจำกัดของตนเอง เพื่อเราจะได้ใช้ศักยภาพที่เรามีอย่างเต็มที่ และในขณะเดียวกันเราก็สามารถเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อลดข้อจำกัดที่เรามี ดังนั้น เราจึงความใช้เวลาในแต่ละวัน นั่งคิด และทบทวนว่าตัวเรานี้เป็นอย่างไร เปิดเผย: เราและผู้อื่นรู้จักเรา เช่น เรารับรู้ว่าตนเองเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือ และผู้คนอื่นก็รับรู้ว่าเราเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น เช่นกันจุดบอด: ผู้อื่นรู้จักเรา แต่เราไม่รู้จักตนเอง เช่น ผู้อื่นรับว่าเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่เราไม่รู้ว่าเราเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น เป็นต้นส่วนซ่อนเร้น: เรารู้จักตนเอง แต่ผู้อื่นไม่รู้จักเรา เช่น เราเป็นคนที่ร้องเพลงได้ดี แต่ไม่เคยร้องเพลงให้ใครฟัง ทำให้คนอื่นเข้าใจว่าเราทำไม่ได้ เป็นต้นส่วนลึกลับ: ทั้งเราและผู้อื่นไม่รู้จักเรา เช่น ทักษะที่เราและผู้อื่นไม่รู้ว่าทำได้ เป็นต้น แล้วคุณหละ? อยู่ด้านใด?

โรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า เป็นความผิดปกติของจิตใจ โดยมีภาวะซึมเศร้าร่วมกับการขาดความมั่นใจและเคารพตนเอง ไม่มีความสนใจในกิจกรรมที่ โดยปกติมีความพึงพอใจและมีความสุขที่จะทำ ซึ่งเรียกว่าเป็นภาวะหมดความสุขในชีวิต โรคซึมเศร้าเป็นภาวะผิดปกติซึ่งส่งผลกระทบต่อ การใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน การงาน การรับประทานอาหาร การนอน และการดูแลสุขภาพทางร่างกายโดยทั่วไป รวมทั้งครอบครัว สาเหตุของโรคซึมเศร้า โรคซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากปัจจัยรวมๆ ทางด้านจิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม ทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลงของสมดุลสารเคมีในร่างกายซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในสมองมีผลต่ออารมณ์ซึมเศร้าของคน และโรคซึมเศร้ามักเกิด จากความผิดหวัง หรือการสูญเสียบุคคลที่รัก ความกดดัน ตึงเครียดด้านสังคม การเรียน การเงิน และการงาน การที่มีความรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว ขาดความรักความอบอุ่น การขาดการดูแลเอาใจใส่ เป็นต้น   อาการของโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าจะมีอารมณ์หดหู่ และไม่อยากทำกิจกรรมที่เคยชอบทำ รู้สึกตนเองไร้คุณค่า รู้สึกผิดและเสียใจอย่างไม่มีเหตุผล ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ หมดหวัง ท้อแท้ นอกจากนี้อาจมีอาการความจำสั้น การแยกตัวออกจากสังคม ความต้องการทางเพศลดลง และอาจมีความคิดเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายร่วมด้วยหากท่านต้องการตรวจสอบว่าตนเองอยู่ในภาวะซึมเศร้าหรือไม่ มีคำถามคัดกรองดังนี้ ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาท่าน…___ รู้สึกกลุ้มใจ ซึมเศร้าทุกวัน หรือทั้งวันหรือไม่___ รู้สึกเบื่อทุกสิ่งหรือไม่___ […]

การบริหารเวลา

การบริหารเวลา หมายถึง “การกำหนดและการควบคุมการปฏิบัติงานให้บรรลุผลตามเวลาและวัตถุประสงค์ที่กำหนด เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพในงานหน้าที่ที่รับผิดชอบ” เวลา มีความสำคัญต่อทุกคนเพราะธรรมชาติของเวลามีลักษณะพิเศษ คือ 1. เวลาเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดใช้แล้วหมดไป 2. เวลาไม่สามารถซื้อเพิ่มได้ไม่ว่าเราจะรวยหรือจน 3. เวลาไม่สามารถเก็บเอาไว้ใช้ภายหลังเมื่อจำเป็นได้ 4. เวลามีแต่เดินหน้าอย่างเดียวเท่านั้น ไม่หวนย้อนกลับมาอีก จากธรรมชาติของเวลาดังกล่าวข้างต้น เราผู้ปฏิบัติงานควรใจจดใจจ่อกับการบริหารเวลาเพื่อให้ชีวิตและการงานบรรลุผลได้อย่างรวดเร็ว ความจำเป็นในการบริหารเวลา เวลาที่ทุกคนถือครองในแต่ละวันคือ 24 ชั่วโมงเท่ากัน จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการบริหารเพื่อการใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด จะเห็นได้ว่าบุคคลที่มีความก้าวหน้าในชีวิตส่วนใหญ่ไม่มีใครนั่งเฉยๆ แต่ละคนต้องทำงานมากมายในแต่ละวัน และต้องรู้จักบริหารเวลา ความจำเป็นในการบริหารเวลา มีดังนี้  1. เพื่อความสำเร็จของงาน ชีวิตส่วนตัวและครอบครัว 2. เพื่อทำให้มีค่าเพิ่มขึ้น เป็นเงิน เป็นเกียรติ เป็นความสุข 3. เพื่อทำให้ work smart, not work hard 4. สามารถพัฒนางานและตนเองสู่เป้าหมาย ทำงานอย่างมีความสุขโดยที่การบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพ 5. เพื่อวางแผนและใช้เวลาให้เหมาะสมกับงาน ชีวิต การพัฒนางาน การพัฒนาตน อายุงาน อายุคน การช่วยให้บริหารเวลาได้สำเร็จ 1. มีวินัยกับการใช้เวลา […]

การสร้างทีมที่ดี

โลกเราเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในหลายๆด้าน เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม  ด้านการคมนาคม ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านระบบการศึกษา  ด้านการเกษตร  หลายสิ่งถูกเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเอื้ออำนวยความสะดวกเพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างผิดวิธี สามารถส่งผลเสียต่อ ระบบสิ่งแวดล้อม และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม หากผู้คนไม่เรียนรู้หรือเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ย่อมเกิดผลเสียต่อสุขภาพจิตใจและชีวิตความเป็นอยู่อย่างแน่นอน  ปัจจุบัน ภาวการณ์แข่งขันด้านเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง หากองค์กรหรือหน่วยงานใดยังคงยึดติดกับความคิดและรูปแบบเดิม ความเสี่ยงต่อการขาดทุนย่อมเกิดได้สูง เพราะหากคู่แข่งมีการปรับแผนกลยุทธ์ใหม่ๆ สร้างความตื่นเต้นและ ความประทับใจกับลูกค้ามากกว่า โอกาสที่องค์กรสามารถอยู่รอดก็เป็นไปได้สูง มีวิธีใดบ้างที่ทำให้องค์กรสามารถพัฒนาและขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แน่นอนว่า หลายบริษัทคงอยู่ได้ก็เพราะมีผลกำไร มียอดขายเพิ่มขึ้น เป็นเหตุให้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลผลิตเพื่อสร้างกำไรเท่านั้น เพราะสามารถเห็นผลได้ชัดเจนกว่า การที่จะยอมลงทุนพัฒนาไปที่การเลือกวิธีการ หรือการพัฒนาบุคลากร แต่บริษัทที่มีชื่อเสียงส่วนมากยอมลงทุนค้นหาพนักงานที่มีความเก่งและความสามารถเฉพาะ ทางเพื่อตอบสนองเนื้องานและเพิ่มผลผลิตให้กับองค์กร โดยไม่สนใจว่า เขาเหล่านั้น มีความสุขกับการทำงาน สามารถทำงานกับผู้อื่นเพื่อนำทีมงานไปสู่ความสำเร็จเป้าหมายเดียวกันได้หรือไม่ หากองค์กรใดต้องการประสบผลสำเร็จและความมั่นคงในระยะยาว การสร้างทีมงานที่ดีและมีประสิ ทธิภาพนั้น จะทำให้องค์กรไม่เสียเวลาในการแก้ปัญหาในระยะยาว เนื่องจากองค์กรมีทีมงานที่ดี   การสร้างทีมที่ดี ความหมาย       การสร้างทีมที่ดี คือ การรวมกลุ่มของผู้คนที่มีความสามารถหลากหลายเข้าด้วยกัน มีการแลกเปลี่ยนมุมมองทัศนคติ ประสบการณ์ในการทำงาน ทุกคนมีบทบาทช่วยกันดำเนินการของกลุ่ม มีการติดต่อสื่อสารและประสานงานกันเพื่อให้งานบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และเพื่อประโยชน์ของกลุ่ม […]

การเรียนรู้ชีวิต พัฒนาบุคลิกภาพ และการปรับตัวในสังคม

การเรียนรู้ชีวิต พัฒนาบุคลิกภาพ และปรับตัวในสังคม  เป็นสิ่งที่ต่อเนื่องไปด้วยกัน  การที่คนเราจะมีความสุขในชีวิตได้ คือเราต้องมีความสุขจากภายใน และความสุขจากภายนอกด้วย ความสุขจากภายใน คือ การที่เรารู้จักตนเอง เข้าใจตนเองว่าตนชอบอะไรไม่ชอบอะไร เข้าใจข้อดี ข้อด้อยของตนเอง และพร้อมแก้ไขในจุดบกพร่องต่างๆรวมถึงเยียวยารักษาบาดแผลในใจเหล่านั้นให้หาย ยอมรับในความสามารถที่เราทำได้ดีและทำได้ไม่ดี และจะดีอย่างมากถ้ารู้ว่าตนเองมีปมปัญหาที่อยู่ในใจส่วนลึกอะไรบ้าง การเข้าใจตนเองเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจผู้อื่นและเป็นตัวสร้างความมั่นใจในตนเองของคนเราขึ้นมา เมื่อมั่นใจในตนเองแล้วก็จะมีความสามารถปรับตัวในสังคมได้เป็นอย่างดี ความสุขจากภายนอก หมายถึง การที่เราดำรงชีวิตในสังคมที่มีครอบครัว มีเพื่อน มีการงาน อยู่ในสังคมแล้วเรามีความสุข ได้รับการยอมรับจากสังคม เรียกได้ว่ามี มีทักษะทางสังคมที่ดี ซึ่งทักษะทางสังคมที่ดีก็มาจากการที่เรามั่นใจในตนเอง มีการเรียนรู้สิ่งต่างๆจากประสบการณ์ในชีวิต เรียนรู้ พัฒนาและปรับตัว ไม่มีใครที่มีทักษะมาตั้งแต่ต้น คนเราล้วนต่างเติบโตและได้รับการเลี้ยงดูมาในสังคมที่แตกต่างกัน ดังนั้นบุคลิกนิสัยจึงแตกต่างกันไป บางคนมีบุคลิกผู้นำ บางคนพูดเก่ง บางคนเป็นคนขี้อาย บางคนมีจิตใจเมตตา อ่อนโยน บางคนแข็งกร้าว แต่ทุกคนก็สามารถเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง หรือที่เรียกว่า การพัฒนาบุคลิกภาพให้ดีขึ้นได้ การพัฒนาบุคลิกภาพ   ก่อนอื่นต้องทราบบุคลิกภาพที่ตนเองเป็น รู้จุดเด่น จุดด้อย รู้จุดที่อยากจะปรับเปลี่ยน มีความเข้าใจตนเอง และยอมรับสิ่งที่ตนเองเป็นโดยตั้งเป้าหมายชัดเจน และ มีจิตใจมุ่งมั่นที่จะแก้ไขพัฒนาตนเอง ซึ่งอาจจะปรึกษานักจิตวิทยาเพื่อนขอคำแนะนำปรึกษา เพราะการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ […]

สร้างสุขง่ายๆ จากคลื่นสมอง

การสร้างความสุขนั้นหลายๆคนอาจจะค้นหาจากสิ่งต่างๆรอบตัว โดยลืมคิดไปว่าความสุขที่เกิดขึ้นนั้นสามารถสร้างขึ้นง่ายๆได้ด้วยคลื่นสมองจากตัวเรา เพียงแค่เรารู้จักใช้คลื่นสมองอย่างถูกวิธีก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากคลื่นสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคลื่นสมองแบ่งออกเป็น 4 ระดับ คือ 1.คลื่นเบต้า มีความถี่ระหว่าง 14 – 30 Hz  เป็นคลื่นสมองที่เกิดขึ้นในสภาวะปกติ ตื่นตัวเต็มที่ หากคลื่นมีความถี่สูงมากเท่าไหร่จิตใจก็จะยิ่งสบสนวุ่นวายมากเท่านั้น อาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง มีความเครียดและสมาธิน้อยลง 2.คลื่นอัลฟ่า มีความถี่ระหว่าง 8 – 13.9 Hz เมื่ออยู่ในภาวะสงบ ผ่อนคลาย มีสมาธิ คลื่นระดับนี้จะทำให้สามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆได้ดี เหมาะกับการบำบัดและพัฒนาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นไปในทางบวกได้เป็นอย่างดี 3.คลื่นธีต้า ความถี่ระหว่าง 4 – 7.9 Hz เมื่อเกิดการผ่อนคลายและมีสมาธิระดับลึก คนปกติทั่วไปมักเข้าสภาวะนี้ ในยามที่หลับลึกๆอย่างสบาย คลื่นสมองระดับนี้จะทำให้เกิดความสุขและความผ่อนคลายอย่างเต็มที่ จิตใจสดใสเบิกบาน มีพลังและพร้อมที่จะเรียนรู้อย่างเต็มที่ 4.คลื่นเดลต้า ความถี่ระหว่าง 0.1 – 3.9 Hz เป็นคลื่นสมองทีมีความถี่ต่ำที่สุด และช้าที่สุด เกิดขึ้นในขณะนอนหลับลึกมากๆ สมองทำงานตามความจำเป็นเท่านั้น ทำให้เกิดสมาธิสูงมาก ความจำดี มีความสุข เป็นช่วงที่สมองปลดปล่อยโกรทฮอร์โมนได้อย่างมีประสิทธิภาพสุขภาพจิตและสุขภาพกายก็จะดีด้วย […]

ศิลปะแห่งดนตรีบำบัด

เสน่ห์ของเสียงดนตรีนั้น นอกจากจะนำมาแต่งเติมสีสันในชีวิตแล้วยังสามารถช่วยบำบัดทั้งร่างกายและจิตใจได้ในเวลาเดียวกัน เมื่อคนเราได้ยินเสียงดนตรีสมองซีกซ้ายจะทำหน้าที่รับรู้ถึงจังหวะง่ายๆไม่ซับซ้อน ในขณะที่สมองซีกขวาจะรับรู้ถึงท่วงทำนอง ระดับเสียงสูงต่ำ หรือจังหวะที่ซับซ้อนมากขึ้น เสียงดนตรีนอกจากจะฟังเพื่อความสุนทรีแล้วในทางจิตวิทยายังได้นำเสียงดนตรีมาใช้ในการปรับสภาพจิตใจให้อยู่ในสภาวะสมดุล มีมุมมองในเชิงบวก มีสมาธิ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ความตึงเครียด หรือความวิตกกังวลลดลง พร้อมกับกระตุ้นประสาทสัมผัสการรับรับรู้ เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ความจำให้ดีขึ้น  ซึ่งดนตรีที่นำมาใช้ต้องมีการสอดคล้องกัน เช่น จังหวะลีลา  ระดับเสียง หรือความเร็ว เพราะสิ่งเหล่านี้มีบทบาทสำคัญมากจะทำให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป หากจังหวะดนตรีเบาๆช้าๆก็จะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เศร้า ในขณะเดียวกันหากเสียงดนตรีมีจังหวะและระดับเสียงที่เร็ว ก็จะทำให้ตื่นตัว สดชื่น ร่าเริง สนุกสนาน จะเห็นได้ว่าดนตรีก็เปรียบเสมือนศิลปะแขนงหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการบำบัดเยียวยาจิตใจหรือพัฒนาเพื่อเสริมสร้างศักยภาพแก่มนุษย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทั่วไปแล้วดนตรีบำบัด เป็นศาสตร์ที่นำดนตรีหรือองค์ประกอบอื่นๆทางด้านดนตรีมาประยุกต์ใช้ผ่านกิจกรรม โครงสร้างต่างๆ หรือมีหลักเกณฑ์เฉพาะก็ได้ ซึ่งผู้ดำเนินการจะนำไปสู่เป้าหมายเดียวกันที่ตั้งไว้แต่ต้น นั่นก็คือการเน้นพัฒนาทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าดนตรีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนามนุษย์ เพราะไม่ว่าจะยุกต์ไหนๆหรือศักราชใดก็ตามจะเห็นดนตรีเข้ามามีบทบาทในหลายๆด้านก่อให้เกิดเป็นอาริยะธรรมและวัฒนธรรมต่างๆขึ้นมากมาย

จิตวิทยาในชีวิตประจำวัน

จิตวิทยามีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากหลักจิตวิทยาช่วยให้เกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ ช่วยในการปรับตัวและการแก้ปัญหาทางจิตใจของตนเอง ช่วยให้เกิดการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น สามารถเข้าใจและรู้จักปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นอย่างเหมาะสม ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีประสิทธิภาพเมื่อบุคคลมีลักษณะดังนี้ เข้าใจในความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของตนเองและคนรอบข้าง รับรู้และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตนเองและคนรอบข้างได้อย่างเหมาะสม เข้าใจในความสามารถ ศักยภาพของตนเองและคนรอบข้าง นำความสามารถตนเองไปใช้อย่างเหมาะสม และส่งเสริมความสามารถของผู้อื่นได้อย่างถูกทาง นอกจากการเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่นแล้ว เพื่อการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข เราต้องรู้จักที่จะดูแลร่างกาย จิตใจ และมีการปรับตัวในการดำเนินชีวตอย่างเหมาะสม ซึ่งมีวิธีการดังนี้ การดูแลร่างกายเริ่มจากการรักษาสุขภาพทางกายให้แข็งแรง ด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงดูแลความสะอาดร่างกายและเครื่องใช้ต่างๆเสมอ การดูแลจิตใจทำได้ด้วยการทำจิตใจให้ผ่อนคลาย เบิกบาน มีอารมณ์ขัน มีความหวังในการดำเนินชีวิต รู้จักสร้างกำลังใจให้ตนเอง ร่วมถึงการจัดการกับความทุกข์ใจอย่างเหมาะสม เช่น การระบายให้เพื่อนหรือคนที่ไว้ใจฟัง การปล่อยให้เหตุการณ์บางอย่างผ่านไป การหางานอดิเรกที่ชอบทำ เพื่อสร้างความสุขให้กับตนเอง การปรับตัวในการดำเนินชีวต เมื่อเราเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่นเราจะรู้ว่าเราจะปรับตัวให้เข้ากับบุคคลอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามการปรับตัวต้องมีความพอเหมาะพอควรและมีความยืดหยุ่น เพื่อจะไม่ส่งผลให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดความอึดอัดใจ ความสุขเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ และเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน

ความแตกต่างระหว่างบุคคล

มนุษย์เรามีความคล้ายคลึงกันอยู่หลายประการ เช่น ความต้องการ ความชอบ หรือความรู้สึกบางอย่าง  แต่ก็มีหลายส่วนที่มีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็น รูปร่างหน้าตา ความสูง ต่ำ สีผิว บุคลิกท่าทางหรือแม้แต่ลักษณะนิสัย อารามณ์ ความคิด ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าทุกคนล้วนมีความแตกต่างกัน ซึ่งสาเหตุที่ทำให้บุคคลแตกต่างกันนั้น นักจิตวิทยาและนักการศึกษาเชื่อว่า ความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นผลมาจากพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม   ลักษณะของความแตกต่างของบุคคล ความแตกต่างที่มีมาแต่กำเนิดหรือความแตกต่างทางด้านร่างกาย บุคคลเกิดมาพร้อมด้วยองค์ประกอบทางพันธุกรรมที่แตกต่างกัน (ยกเว้นฝาแฝดแท้) และด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีลักษณะทางร่างกายแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็น  เพศ (ผู้ชาย/ผู้หญิง) อายุ รูปร่าง หน้าตา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลมาจากกรรมพันธุ์  แต่อย่างไรก็ตามบางครั้งสิ่งแวดล้อมก็มีโอกาสที่จะแทรกแซงที่ทำให้ความแตกต่างทางด้านร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ความแตกต่างที่เกิดจากการได้รับอิทธิพลภายนอกหรือสิ่งแวดล้อม ความแตกต่างที่เกิดจากการได้รับอิทธิพลภายนอกหรือสิ่งแวดล้อม เกิดจากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มา จากสิ่งรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น ประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา ครอบครัว ชุมชน หรือสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีอิทธพลทำให้บุคคลมีทัศนคติ ความเชื่อ ความถนัด ความสนใจ อารมณ์ หรือพฤติกรรมที่แตกต่างกัน เช่น เด็กชายเอได้รับเลี้ยงดูมาในสภาพแวดล้อมที่ดี คนรอบข้างมีน้ำใจ เด็กชายเอก็จะได้เรียนรู้ถึงการมีน้ำใจต่อกัน และอาจส่งผลให้เด็กชายเอเป็นคนมีน้ำใจเช่นกัน   การจัดการความแตกต่างเพื่อการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข […]

การรับมือกับพฤติกรรมเด็ก

เมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ไม่เชื่อฟังเวลาพ่อแม่ห้ามปราม ไม่ยอมทำอะไรบางอย่างที่พ่อแม่ต้องการให้ทำ มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ทำลายสิ่งของเมื่อโกรธหรือโนขัดใจ ซึ่งพ่อแม่จะต้องเตรียมพร้อมในการตอบสนองต่อพฤติกรรมของเด็กที่ไม่เหมาะสมดังนี้ 1.เมื่อเด็กเล่นของมีคม หรือปีนป่ายไปในที่สูง พ่อแม่ต้องให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมา สั้นๆ เข้าใจง่ายว่าการเล่นของมีคมจะทำให้บาดมือได้ หากปีนขึ้นไปในที่สูงตกลงมาจะทำให้เจ็บอาจทำให้แขนขาหักได้ หรือใช้เทคนิคการให้สิ่งทดแทน ถ้าเด็กเล่นของมีคมอยู่ ก็ให้เอาของเล่นอื่นที่น่าสนใจกว่าไปแลก 2.พ่อแม่ต้องแสดงออกด้วยท่าทีที่หนักแน่นและจริงจัง หากพ่อแม่ต้องการให้เด็กทำอะไรแต่เด็กไม่ยอมทำหรือเลื่อนเวลาทำออกไปเรื่อยๆ พ่อแม่ต้องแสดงให้เด็กเห็นว่าต้องทำขณะนี้ เดี๋ยวนี้ เช่น หากลูกไม่ยอมทำการบ้าน พ่อแม่ต้องแสดงให้ลูกเห็นว่าต้องทำการบ้านโดยบอกด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจังและให้เด็กเอาสมุดการบ้านออกมาทำเดี๋ยวนั้นเลย ถ้าจำเป็นก็อยู่กับเด็กจนทำเสร็จ 3.การเสริมแรงแบ่งออกเป็น 2 ทาง ได้แก่ การเสริมแรงทางบวก เป็นการให้สิ่งเสริมแรงที่เด็กพอใจ ให้รางวัล ส่งผลให้เด็กแสดงพฤติกรรมนั้นถี่ขึ้น เช่น เมื่อลูกทำการบ้านเสร็จ แม่ชมและให้ขนมเป็นของรางวัล ส่วนการเสริมแรงทางลบ เป็นการนำเอาสิ่งที่เด็กไม่พึงพอใจออกไป ส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมนั้นถี่ขึ้น เช่น หากเด็กอ่านหนังสือจบหนึ่งเล่ม จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องล้างจานหนึ่งวัน เป็นต้น 4.การลงโทษ หากไม่จำเป็นพยายามอย่าใช้วิธีการลงโทษด้วยอารมณ์ เพราะจะทำให้เด็กยิ่งต่อต้านมากขึ้น ซึ่งการลงโทษแบ่งเป็น 2 ทาง ได้แก่ การลงโทษทางบวก เป็นการให้สิ่งเร้าที่เด็กไม่พึงพอใจ ส่งผลให้เด็กแสดงพฤติกรรมนั้นลดลง เช่น เมื่อเด็กแอบไปเล่นน้ำ แล้วโดนแม่ตี ส่วนการลงโทษทางลบ […]

1 2