การสร้างทีมที่ดี

โลกเราเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในหลายๆด้าน เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม  ด้านการคมนาคม ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านระบบการศึกษา  ด้านการเกษตร  หลายสิ่งถูกเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเอื้ออำนวยความสะดวกเพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างผิดวิธี สามารถส่งผลเสียต่อ ระบบสิ่งแวดล้อม และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม หากผู้คนไม่เรียนรู้หรือเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ย่อมเกิดผลเสียต่อสุขภาพจิตใจและชีวิตความเป็นอยู่อย่างแน่นอน  ปัจจุบัน ภาวการณ์แข่งขันด้านเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง หากองค์กรหรือหน่วยงานใดยังคงยึดติดกับความคิดและรูปแบบเดิม ความเสี่ยงต่อการขาดทุนย่อมเกิดได้สูง เพราะหากคู่แข่งมีการปรับแผนกลยุทธ์ใหม่ๆ สร้างความตื่นเต้นและ ความประทับใจกับลูกค้ามากกว่า โอกาสที่องค์กรสามารถอยู่รอดก็เป็นไปได้สูง มีวิธีใดบ้างที่ทำให้องค์กรสามารถพัฒนาและขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แน่นอนว่า หลายบริษัทคงอยู่ได้ก็เพราะมีผลกำไร มียอดขายเพิ่มขึ้น เป็นเหตุให้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลผลิตเพื่อสร้างกำไรเท่านั้น เพราะสามารถเห็นผลได้ชัดเจนกว่า การที่จะยอมลงทุนพัฒนาไปที่การเลือกวิธีการ หรือการพัฒนาบุคลากร แต่บริษัทที่มีชื่อเสียงส่วนมากยอมลงทุนค้นหาพนักงานที่มีความเก่งและความสามารถเฉพาะ ทางเพื่อตอบสนองเนื้องานและเพิ่มผลผลิตให้กับองค์กร โดยไม่สนใจว่า เขาเหล่านั้น มีความสุขกับการทำงาน สามารถทำงานกับผู้อื่นเพื่อนำทีมงานไปสู่ความสำเร็จเป้าหมายเดียวกันได้หรือไม่ หากองค์กรใดต้องการประสบผลสำเร็จและความมั่นคงในระยะยาว การสร้างทีมงานที่ดีและมีประสิ ทธิภาพนั้น จะทำให้องค์กรไม่เสียเวลาในการแก้ปัญหาในระยะยาว เนื่องจากองค์กรมีทีมงานที่ดี   การสร้างทีมที่ดี ความหมาย       การสร้างทีมที่ดี คือ การรวมกลุ่มของผู้คนที่มีความสามารถหลากหลายเข้าด้วยกัน มีการแลกเปลี่ยนมุมมองทัศนคติ ประสบการณ์ในการทำงาน ทุกคนมีบทบาทช่วยกันดำเนินการของกลุ่ม มีการติดต่อสื่อสารและประสานงานกันเพื่อให้งานบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และเพื่อประโยชน์ของกลุ่ม […]

การเรียนรู้ชีวิต พัฒนาบุคลิกภาพ และการปรับตัวในสังคม

การเรียนรู้ชีวิต พัฒนาบุคลิกภาพ และปรับตัวในสังคม  เป็นสิ่งที่ต่อเนื่องไปด้วยกัน  การที่คนเราจะมีความสุขในชีวิตได้ คือเราต้องมีความสุขจากภายใน และความสุขจากภายนอกด้วย ความสุขจากภายใน คือ การที่เรารู้จักตนเอง เข้าใจตนเองว่าตนชอบอะไรไม่ชอบอะไร เข้าใจข้อดี ข้อด้อยของตนเอง และพร้อมแก้ไขในจุดบกพร่องต่างๆรวมถึงเยียวยารักษาบาดแผลในใจเหล่านั้นให้หาย ยอมรับในความสามารถที่เราทำได้ดีและทำได้ไม่ดี และจะดีอย่างมากถ้ารู้ว่าตนเองมีปมปัญหาที่อยู่ในใจส่วนลึกอะไรบ้าง การเข้าใจตนเองเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจผู้อื่นและเป็นตัวสร้างความมั่นใจในตนเองของคนเราขึ้นมา เมื่อมั่นใจในตนเองแล้วก็จะมีความสามารถปรับตัวในสังคมได้เป็นอย่างดี ความสุขจากภายนอก หมายถึง การที่เราดำรงชีวิตในสังคมที่มีครอบครัว มีเพื่อน มีการงาน อยู่ในสังคมแล้วเรามีความสุข ได้รับการยอมรับจากสังคม เรียกได้ว่ามี มีทักษะทางสังคมที่ดี ซึ่งทักษะทางสังคมที่ดีก็มาจากการที่เรามั่นใจในตนเอง มีการเรียนรู้สิ่งต่างๆจากประสบการณ์ในชีวิต เรียนรู้ พัฒนาและปรับตัว ไม่มีใครที่มีทักษะมาตั้งแต่ต้น คนเราล้วนต่างเติบโตและได้รับการเลี้ยงดูมาในสังคมที่แตกต่างกัน ดังนั้นบุคลิกนิสัยจึงแตกต่างกันไป บางคนมีบุคลิกผู้นำ บางคนพูดเก่ง บางคนเป็นคนขี้อาย บางคนมีจิตใจเมตตา อ่อนโยน บางคนแข็งกร้าว แต่ทุกคนก็สามารถเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง หรือที่เรียกว่า การพัฒนาบุคลิกภาพให้ดีขึ้นได้ การพัฒนาบุคลิกภาพ   ก่อนอื่นต้องทราบบุคลิกภาพที่ตนเองเป็น รู้จุดเด่น จุดด้อย รู้จุดที่อยากจะปรับเปลี่ยน มีความเข้าใจตนเอง และยอมรับสิ่งที่ตนเองเป็นโดยตั้งเป้าหมายชัดเจน และ มีจิตใจมุ่งมั่นที่จะแก้ไขพัฒนาตนเอง ซึ่งอาจจะปรึกษานักจิตวิทยาเพื่อนขอคำแนะนำปรึกษา เพราะการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ […]

สร้างสุขง่ายๆ จากคลื่นสมอง

การสร้างความสุขนั้นหลายๆคนอาจจะค้นหาจากสิ่งต่างๆรอบตัว โดยลืมคิดไปว่าความสุขที่เกิดขึ้นนั้นสามารถสร้างขึ้นง่ายๆได้ด้วยคลื่นสมองจากตัวเรา เพียงแค่เรารู้จักใช้คลื่นสมองอย่างถูกวิธีก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากคลื่นสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคลื่นสมองแบ่งออกเป็น 4 ระดับ คือ 1.คลื่นเบต้า มีความถี่ระหว่าง 14 – 30 Hz  เป็นคลื่นสมองที่เกิดขึ้นในสภาวะปกติ ตื่นตัวเต็มที่ หากคลื่นมีความถี่สูงมากเท่าไหร่จิตใจก็จะยิ่งสบสนวุ่นวายมากเท่านั้น อาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง มีความเครียดและสมาธิน้อยลง 2.คลื่นอัลฟ่า มีความถี่ระหว่าง 8 – 13.9 Hz เมื่ออยู่ในภาวะสงบ ผ่อนคลาย มีสมาธิ คลื่นระดับนี้จะทำให้สามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆได้ดี เหมาะกับการบำบัดและพัฒนาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นไปในทางบวกได้เป็นอย่างดี 3.คลื่นธีต้า ความถี่ระหว่าง 4 – 7.9 Hz เมื่อเกิดการผ่อนคลายและมีสมาธิระดับลึก คนปกติทั่วไปมักเข้าสภาวะนี้ ในยามที่หลับลึกๆอย่างสบาย คลื่นสมองระดับนี้จะทำให้เกิดความสุขและความผ่อนคลายอย่างเต็มที่ จิตใจสดใสเบิกบาน มีพลังและพร้อมที่จะเรียนรู้อย่างเต็มที่ 4.คลื่นเดลต้า ความถี่ระหว่าง 0.1 – 3.9 Hz เป็นคลื่นสมองทีมีความถี่ต่ำที่สุด และช้าที่สุด เกิดขึ้นในขณะนอนหลับลึกมากๆ สมองทำงานตามความจำเป็นเท่านั้น ทำให้เกิดสมาธิสูงมาก ความจำดี มีความสุข เป็นช่วงที่สมองปลดปล่อยโกรทฮอร์โมนได้อย่างมีประสิทธิภาพสุขภาพจิตและสุขภาพกายก็จะดีด้วย […]

ศิลปะแห่งดนตรีบำบัด

เสน่ห์ของเสียงดนตรีนั้น นอกจากจะนำมาแต่งเติมสีสันในชีวิตแล้วยังสามารถช่วยบำบัดทั้งร่างกายและจิตใจได้ในเวลาเดียวกัน เมื่อคนเราได้ยินเสียงดนตรีสมองซีกซ้ายจะทำหน้าที่รับรู้ถึงจังหวะง่ายๆไม่ซับซ้อน ในขณะที่สมองซีกขวาจะรับรู้ถึงท่วงทำนอง ระดับเสียงสูงต่ำ หรือจังหวะที่ซับซ้อนมากขึ้น เสียงดนตรีนอกจากจะฟังเพื่อความสุนทรีแล้วในทางจิตวิทยายังได้นำเสียงดนตรีมาใช้ในการปรับสภาพจิตใจให้อยู่ในสภาวะสมดุล มีมุมมองในเชิงบวก มีสมาธิ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ความตึงเครียด หรือความวิตกกังวลลดลง พร้อมกับกระตุ้นประสาทสัมผัสการรับรับรู้ เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ความจำให้ดีขึ้น  ซึ่งดนตรีที่นำมาใช้ต้องมีการสอดคล้องกัน เช่น จังหวะลีลา  ระดับเสียง หรือความเร็ว เพราะสิ่งเหล่านี้มีบทบาทสำคัญมากจะทำให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป หากจังหวะดนตรีเบาๆช้าๆก็จะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เศร้า ในขณะเดียวกันหากเสียงดนตรีมีจังหวะและระดับเสียงที่เร็ว ก็จะทำให้ตื่นตัว สดชื่น ร่าเริง สนุกสนาน จะเห็นได้ว่าดนตรีก็เปรียบเสมือนศิลปะแขนงหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการบำบัดเยียวยาจิตใจหรือพัฒนาเพื่อเสริมสร้างศักยภาพแก่มนุษย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทั่วไปแล้วดนตรีบำบัด เป็นศาสตร์ที่นำดนตรีหรือองค์ประกอบอื่นๆทางด้านดนตรีมาประยุกต์ใช้ผ่านกิจกรรม โครงสร้างต่างๆ หรือมีหลักเกณฑ์เฉพาะก็ได้ ซึ่งผู้ดำเนินการจะนำไปสู่เป้าหมายเดียวกันที่ตั้งไว้แต่ต้น นั่นก็คือการเน้นพัฒนาทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าดนตรีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนามนุษย์ เพราะไม่ว่าจะยุกต์ไหนๆหรือศักราชใดก็ตามจะเห็นดนตรีเข้ามามีบทบาทในหลายๆด้านก่อให้เกิดเป็นอาริยะธรรมและวัฒนธรรมต่างๆขึ้นมากมาย

จิตวิทยาในชีวิตประจำวัน

จิตวิทยามีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากหลักจิตวิทยาช่วยให้เกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ ช่วยในการปรับตัวและการแก้ปัญหาทางจิตใจของตนเอง ช่วยให้เกิดการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น สามารถเข้าใจและรู้จักปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นอย่างเหมาะสม ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีประสิทธิภาพเมื่อบุคคลมีลักษณะดังนี้ เข้าใจในความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของตนเองและคนรอบข้าง รับรู้และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตนเองและคนรอบข้างได้อย่างเหมาะสม เข้าใจในความสามารถ ศักยภาพของตนเองและคนรอบข้าง นำความสามารถตนเองไปใช้อย่างเหมาะสม และส่งเสริมความสามารถของผู้อื่นได้อย่างถูกทาง นอกจากการเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่นแล้ว เพื่อการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข เราต้องรู้จักที่จะดูแลร่างกาย จิตใจ และมีการปรับตัวในการดำเนินชีวตอย่างเหมาะสม ซึ่งมีวิธีการดังนี้ การดูแลร่างกายเริ่มจากการรักษาสุขภาพทางกายให้แข็งแรง ด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงดูแลความสะอาดร่างกายและเครื่องใช้ต่างๆเสมอ การดูแลจิตใจทำได้ด้วยการทำจิตใจให้ผ่อนคลาย เบิกบาน มีอารมณ์ขัน มีความหวังในการดำเนินชีวิต รู้จักสร้างกำลังใจให้ตนเอง ร่วมถึงการจัดการกับความทุกข์ใจอย่างเหมาะสม เช่น การระบายให้เพื่อนหรือคนที่ไว้ใจฟัง การปล่อยให้เหตุการณ์บางอย่างผ่านไป การหางานอดิเรกที่ชอบทำ เพื่อสร้างความสุขให้กับตนเอง การปรับตัวในการดำเนินชีวต เมื่อเราเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่นเราจะรู้ว่าเราจะปรับตัวให้เข้ากับบุคคลอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามการปรับตัวต้องมีความพอเหมาะพอควรและมีความยืดหยุ่น เพื่อจะไม่ส่งผลให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดความอึดอัดใจ ความสุขเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ และเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน

ความแตกต่างระหว่างบุคคล

มนุษย์เรามีความคล้ายคลึงกันอยู่หลายประการ เช่น ความต้องการ ความชอบ หรือความรู้สึกบางอย่าง  แต่ก็มีหลายส่วนที่มีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็น รูปร่างหน้าตา ความสูง ต่ำ สีผิว บุคลิกท่าทางหรือแม้แต่ลักษณะนิสัย อารามณ์ ความคิด ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าทุกคนล้วนมีความแตกต่างกัน ซึ่งสาเหตุที่ทำให้บุคคลแตกต่างกันนั้น นักจิตวิทยาและนักการศึกษาเชื่อว่า ความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นผลมาจากพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม   ลักษณะของความแตกต่างของบุคคล ความแตกต่างที่มีมาแต่กำเนิดหรือความแตกต่างทางด้านร่างกาย บุคคลเกิดมาพร้อมด้วยองค์ประกอบทางพันธุกรรมที่แตกต่างกัน (ยกเว้นฝาแฝดแท้) และด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีลักษณะทางร่างกายแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็น  เพศ (ผู้ชาย/ผู้หญิง) อายุ รูปร่าง หน้าตา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลมาจากกรรมพันธุ์  แต่อย่างไรก็ตามบางครั้งสิ่งแวดล้อมก็มีโอกาสที่จะแทรกแซงที่ทำให้ความแตกต่างทางด้านร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ความแตกต่างที่เกิดจากการได้รับอิทธิพลภายนอกหรือสิ่งแวดล้อม ความแตกต่างที่เกิดจากการได้รับอิทธิพลภายนอกหรือสิ่งแวดล้อม เกิดจากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มา จากสิ่งรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น ประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา ครอบครัว ชุมชน หรือสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีอิทธพลทำให้บุคคลมีทัศนคติ ความเชื่อ ความถนัด ความสนใจ อารมณ์ หรือพฤติกรรมที่แตกต่างกัน เช่น เด็กชายเอได้รับเลี้ยงดูมาในสภาพแวดล้อมที่ดี คนรอบข้างมีน้ำใจ เด็กชายเอก็จะได้เรียนรู้ถึงการมีน้ำใจต่อกัน และอาจส่งผลให้เด็กชายเอเป็นคนมีน้ำใจเช่นกัน   การจัดการความแตกต่างเพื่อการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข […]

การรับมือกับพฤติกรรมเด็ก

เมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ไม่เชื่อฟังเวลาพ่อแม่ห้ามปราม ไม่ยอมทำอะไรบางอย่างที่พ่อแม่ต้องการให้ทำ มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ทำลายสิ่งของเมื่อโกรธหรือโนขัดใจ ซึ่งพ่อแม่จะต้องเตรียมพร้อมในการตอบสนองต่อพฤติกรรมของเด็กที่ไม่เหมาะสมดังนี้ 1.เมื่อเด็กเล่นของมีคม หรือปีนป่ายไปในที่สูง พ่อแม่ต้องให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมา สั้นๆ เข้าใจง่ายว่าการเล่นของมีคมจะทำให้บาดมือได้ หากปีนขึ้นไปในที่สูงตกลงมาจะทำให้เจ็บอาจทำให้แขนขาหักได้ หรือใช้เทคนิคการให้สิ่งทดแทน ถ้าเด็กเล่นของมีคมอยู่ ก็ให้เอาของเล่นอื่นที่น่าสนใจกว่าไปแลก 2.พ่อแม่ต้องแสดงออกด้วยท่าทีที่หนักแน่นและจริงจัง หากพ่อแม่ต้องการให้เด็กทำอะไรแต่เด็กไม่ยอมทำหรือเลื่อนเวลาทำออกไปเรื่อยๆ พ่อแม่ต้องแสดงให้เด็กเห็นว่าต้องทำขณะนี้ เดี๋ยวนี้ เช่น หากลูกไม่ยอมทำการบ้าน พ่อแม่ต้องแสดงให้ลูกเห็นว่าต้องทำการบ้านโดยบอกด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจังและให้เด็กเอาสมุดการบ้านออกมาทำเดี๋ยวนั้นเลย ถ้าจำเป็นก็อยู่กับเด็กจนทำเสร็จ 3.การเสริมแรงแบ่งออกเป็น 2 ทาง ได้แก่ การเสริมแรงทางบวก เป็นการให้สิ่งเสริมแรงที่เด็กพอใจ ให้รางวัล ส่งผลให้เด็กแสดงพฤติกรรมนั้นถี่ขึ้น เช่น เมื่อลูกทำการบ้านเสร็จ แม่ชมและให้ขนมเป็นของรางวัล ส่วนการเสริมแรงทางลบ เป็นการนำเอาสิ่งที่เด็กไม่พึงพอใจออกไป ส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมนั้นถี่ขึ้น เช่น หากเด็กอ่านหนังสือจบหนึ่งเล่ม จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องล้างจานหนึ่งวัน เป็นต้น 4.การลงโทษ หากไม่จำเป็นพยายามอย่าใช้วิธีการลงโทษด้วยอารมณ์ เพราะจะทำให้เด็กยิ่งต่อต้านมากขึ้น ซึ่งการลงโทษแบ่งเป็น 2 ทาง ได้แก่ การลงโทษทางบวก เป็นการให้สิ่งเร้าที่เด็กไม่พึงพอใจ ส่งผลให้เด็กแสดงพฤติกรรมนั้นลดลง เช่น เมื่อเด็กแอบไปเล่นน้ำ แล้วโดนแม่ตี ส่วนการลงโทษทางลบ […]

พัฒนาการ 4 ด้าน กับการเปลี่ยนแปลง 4 ช่วงวัย

พัฒนาการทางร่างกาย ( Physical Development) วัยเด็ก       วัยเด็กร่างกายจะเจริญเติบโตเพื่อให้อวัยวะต่าง ๆ สามารถทำงานได้ตามหน้าที่  สามารถใช้อวัยวะต่างๆของร่างกายได้ดีขึ้น ระบบกล้ามเนื้อ และระบบประสาทสัมผัสทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ขึ้น วัยรุ่น        ร่างกายในช่วงวัยรุ่นถือว่าเป็นช่วงที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะมีความเป็นชายหญิงมากขึ้น เช่น เพศหญิงจะเริ่มมีหน้าอก สะโพกผาย และเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรก ส่วนเพศชายเริ่มมีหนวดเครา นมขึ้นพาน มีลูกกระเดือก เสียงแตก และเริ่มมีฝันเปียก วัยผู้ใหญ่    เป็นช่วงวัยที่ร่างกายสมบูรณ์เต็มที่ มีความแข็งแรง คล่องแคล่วว่องไว การรับรู้ต่างๆมีความสมบูรณ์เต็มที่ วัยสูงอายุ   วัยนี้เป็นวัยที่ระบบอวัยวะต่างๆเริ่มเสื่อมลงทั้งอวัยวะภายในและภายนอก  เช่น มีผมหงอก มีรอยเหี่ยวย่น หลังโกง กล้ามเนื้อหย่อนสมรรถภาพ เคลื่อนไหวช้าลง การได้ยินเสื่อมลง สายตาฝ้าฟาง ฯลฯ พัฒนาการทางจิตใจ  ( Psychological Development) วัยเด็ก       มีการพัฒนาด้านจิตใจ โกรธง่ายหากไม่ได้รับการตอบสนองในสิ่งที่ต้องการ รักบุคคลที่ให้การตอบสนองในสิ่งที่เขาต้องการ กลัวสิ่งแปลกใหม่ ช่างซักถาม  ช่างสงสัยทุกเรื่องและถามได้ตลอดเวลา วัยรุ่น        เป็นช่วงวัยที่มีอารมณ์ เปลี่ยนแปลงง่าย  อยากรู้ อยากเห็น ต้องการหาประสบการณ์แปลกใหม่ ต้องการความรักความห่วงใย  และต้องการการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน […]

จิตวิทยา ความรัก

จิตวิทยาความรัก (Psychology of love) ความรักเกิดขึ้นได้อย่างไร? มีการศึกษาพบว่า ความรักเกิดขึ้นได้จากปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้  ความสัมพันธ์ชิดใกล้  เป็นจุดเริ่มต้นของความรัก อาจเริ่มจากการเป็นเพื่อนและเรียนรู้ ลักษณะนิสัยใจคอซึ่งกันและกัน และพัฒนาความสัมพันธ์มาเป็นคนพิเศษและกลายมาเป็นคนรักและแต่งงานกัน ความสัมพันธ์ใกล้ชิดนั้นทำให้คนเรามีโอกาสพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ความดึงดูดทางรูปร่างหน้าตา  หน้าตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ คนหน้าตาดีย่อมมีเสน่ห์สามารถดึงดูดให้ผู้คนเกิดความสนใจและตกหลุมรักได้ง่ายกว่าคนที่หน้าตาดีน้อยกว่า ลักษณะอุปนิสัยคล้ายคลึงกัน รสนิยม ทางความคิดและการปฏิบัติที่เหมือนๆกันจะดึงดูดให้เข้าหากันง่ายกว่า เพราะคนที่มีอะไรคล้ายกันย่อมมีเรื่องราวคุยสร้างความสัมพันธ์ได้ง่ายกว่า คนเรามักใช้เหตุผลอะไรในการเลือกคนรัก ตามแนวความคิดของฟรอยด์  (Freud) โดยฟรอยด์กล่าวว่าคนเราเลือกคนรักด้วยเหตุผล ดังนี้ มีอุปนิสัยคล้ายกับพ่อและแม่ของตนเอง เรียกว่า anaclitic love ถ้า เหมือนพ่อหรือแม่เราเรียกว่าเป็นแบบ positive way มักเป็นในคนที่พ่อหรือแม่ดีเป็นที่ประทับใจ เช่นถ้าเป็นลูกสาว ที่มีพ่อนิสัยดี สุภาพอ่อนโยน ก็ย่อมเลือกคนรักที่เหมือนกับพ่อ   แต่อีกรูปแบบหนึ่ง เรียกว่า negative way คือ ชอบคนที่มีนิสัยที่แตกต่างกับพ่อและแม่ของตนเอง เช่นลูกชายที่มีแม่จุกจิกขี้บ่น ระเบียบจัด ก็ย่อมอยากได้แฟนที่มีนิสัยตรงกันข้าม เป็นต้น มีอุปนิสัยเหมือนตัวเราเอง เรียกว่า narcissistic […]